วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก:ผู้พิพากษาสั่งให้จำเลยเลือกว่าจะแต่งงานหรือจะติดคุก

ผู้พิพากษารัฐเท็กซัสสั่งให้จำเลยเลือกว่าจะแต่งงานกับแฟนหรือติดคุก

รูปจากแฟ้ม


ผู้พิพากษารัฐเท็กซัสให้โจสเซ่น บันดี้ จำเลยเลือกว่าจะเข้ากินข้าวแดงในคุก 15 วันหรือแต่งงานกับอลิซาเบธ เจย์น แฟนสาวอายุ  19 แล้วบันดี้ก็เลือกวิธีที่เขาคิดว่าเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด  

คำพิพากษาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เมื่อบันดี้ไปตะบันหน้าแฟนเก่าของเจย์น

“มันพูดไม่ดีถึงอลิซาเบธ ผมก็เลยท้ามันมาตัวๆกัน” บันดี้กล่าว “พอเจอกัน ผมเดินเข้าไปชกหน้ามันสองตูม”

บันดี้บอกว่าแฟนเก่าของอลิซาเบธไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ไปแจ้งความอยู่ดี “ผมชกเขาแล้วก็รู้ว่ามันไม่ดี” บันดี้ยอมรับในตอนหลัง

ในวันพิพากษา ผู้พิพากษาแรนดอลล์ โรเจอร์ส ถามบันดี้ว่าเจย์นมีคุณค่าจนเขาต้องชกกับโจทก์ด้วยหรือ 

บันดี้ตอบว่า “เอ้อ ผมขอพูดตามความสัตย์นะครับ ท่าน ผมมีพี่สาวน้องสาวสี่คน ถ้ามีคนมาพูดกับผู้หญิงยังงี้ ผมก็อาจจะทำแบบเดียวกันนี้” 

ได้ยินยังงี้ ผู้พิพากษาจึงปล่อยคำถามซื้อใจบันดี้ว่า เขาจะแต่งงานกับเจย์นภายใน 30 วันหรือจะถูกจำคุก 15 วัน

“ท่านจะให้ผมติดคุก 15 วัน ซึ่งก็โอเคนะ” บันดี้บอกกับผู้สื่อข่าว “แต่ผมขอศาลให้อนุญาติให้ผมโทรไปหาเจ้านายที่ทำงานก่อนจะได้ไหม” ตอนนั้นเขากลัวตกงานที่สุด

ผู้พิพากษาตอบว่า “ไม่ได้”

เจย์นซึ่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วยกล่าวว่าเธออายมากเมื่อศาลถามบันดี้ยังงี้

“ฉันหน้าแดง จนคนที่นั่งอยู่ข้างหลังหัวเราะกันใหญ่”

แล้วศาลก็ให้ฉันตอบ ซึ่งเธอก็ยอมแต่ง เพราะกลัวว่าบันดี้จะตกงานถ้าไปอยู่ในคุกสองสัปดาห์ ในที่สุด ทั้งคู่ก็ไปขอจดทะเบียนและเลือกวันแต่งงาน 

ทั้งคู่คบหากันมาได้ประมาณหนึ่งปี พวกเขาเคยคุยกันเรื่องแต่งงาน โดยอยากมีงานแต่งดีๆในอนาคต ซึ่งคงจะไม่ใช่เร็วๆนี้ บันดี้อยากใส่ทักซิโด้ ใส่เสื้อข้างในสีเหลืองเพราะเป็นแฟนของทีมพีทส์เบิร์ก สตีลเลอร์ ส่วนเจย์นอยากใส่ชุดเจ้าสาวสีขาว แต่ในวันแต่งงานของพวกเขา บันดี้ต้องใส่เสื้อยืดสีฟ้า กางเกงยีนส์ ส่วนเจย์นใส่เกาะอกสีขาว กระโปรงสีฟ้า

พวกเขาต้องทิ้งความฝัน เพราะกลัวขัดคำสั่งศาลและมีเวลาบอกญาติผู้ใหญ่และเพื่อนๆแค่ 18 วัน

เคนเน็ต เจย์น พ่อของเจ้าสาวโมโหมาก “ปรี๊ดเลยคุณ ผมโมโห” เขาบอก “ผู้พิพากษาจะออกคำสั่งให้คนแต่งงานกันไม่ได้ ผมไปปรึกษาทนายสองสามคน พวกเขาบอกผมว่าคงมีคนล้อผมเล่น...เพราะผู้พิพากษาจะไม่สั่งให้คนแต่งงานกัน”

เมื่อถึงวันแต่ง มีญาติสนิทมางานไม่กี่คน โดยพ่อและพี่สาวของบันดี้ไม่ได้มา

“รู้สึกเหมือนจับปูใส่กระด้ง เวลามันกระชั้นมาก ฉันไม่มีชุดเจ้าสาวสีขาวเสียด้วยซ้ำ มันไม่เหมือนงานแต่งงานที่เราวาดฝันเอาไว้เลย” อลิซาเบธสรุป

มีคอมเมนท์เกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามามาก มาลองอ่านกันสักเมนท์สองเมนท์
-        1 เลือกติดคุกไปเลย แต่งงานก็เหมือนถูกตัดสินประหารชีวิตนะพี่น้อง
-        2 ผู้พิพากษาเพี้ยนป่ะที่ไปตัดสินคน – ผู้หญิงที่เป็นแฟนของคู่กรณี – ซึ่งไม่ได้ถูกตั้งข้อหา อะไรกับเขาเลยได้ยังไง แล้วต่อไปจะอะไรล่ะ ให้มีลูกภายในหนึ่งปี?

รูปจากแฟ้ม

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก: ถ่ายเซลฟี่ – ปลอดภัยเอาไว้ก่อน


มีคนเสียชีวิตเพราะถ่ายเซลฟี่ในอินเดียมากที่สุดในโลก

Photo credit: Pexels.com


มีคนเสียชีวิตเพราะถ่ายเซลฟี่ในอินเดียมากที่สุดในโลก โดยมีคนตายไป 27 ราย
ดังนั้น เวลาคุณจะถ่ายเซลฟี่ก็ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยไว้ด้วย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีรายงานชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่า อินเดียมีปัญหาคนตายเพราะการถ่ายเซลฟี่ในปี 2015 มากกว่าประเทศใดๆในโลก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของคนที่ถ่ายรูปตัวเองแล้วประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต - ซึ่งมีทั้งหมด 27 ราย - เกิดขึ้นในอินเดีย 

ตำรวจเมืองมุมใบ – เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของอินเดีย –  กำหนดให้สถานที่ 15 แห่งรอบๆเมืองเป็น “เขตปลอดเซลฟี่” หลังจากมีคนสองจมน้ำตายในทะเลอาระเบียน ซึ่งเป็นการเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่สองรายล่าสุด

หนังสือพิมพ์ของอินเดียรายงานว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 9 มกราที่ผ่านมา  โดย ธารันนัม อัณษะรี อายุ18 ปีและเพื่อนอีกสองคนขึ้นไปยืนบนหิน แล้วลื่นตกลงไปในทะเลบันดราในขณะที่กำลังยืนโพสต์ท่าถ่ายรูป

ราเมช วาลันจ์ อายุ 37 ปี ผ่านมาเห็นเหตการณ์ จึงกระโดดลงไปช่วย หลังจากช่วยเพื่อนๆ ของอัณษะรีขึ้นมาได้แล้ว เขาก็ดำน้ำลงไปงมหาอัณษะรี แต่เขาถูกกระแสน้ำกลืนหายไป ทั้งอัณษะรีและราเมชจมน้ำ เสียชีวิต

โฆษกของตำรวจเมืองมุมใบบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ตำรวจจะประสานกับเทศบาลเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับคนที่ถ่ายเซลฟี่ในจุดต่างๆเหล่านี้ ” “เทศบาลอาจจะติดตั้งป้ายเตือน และจ้างเจ้าหน้าที่ที่จะช่วยเหลือคนตกน้ำ”

เมื่อปีที่แล้ว ตำรวจเมืองมุมใบได้กำหนดให้สถานที่ที่มีการจัดงานเทศกาลตามศาสนาฮินดู เป็นสถานที่ปลอดเซลฟี่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนหยุดถ่ายรูป จนเกิดเป็นคอขวดตามทางเดิน หรือมีแนวโน้มที่จะมีการแย่งที่กันถ่ายรูปจนเหยียบกันตาย

ส่วนสถานที่ใหม่ๆที่ตำรวจกล่าวว่าการถ่ายเซลฟี่ “อาจเป็นอันตราย” ก็มีสถานที่ๆนักท่องเที่ยวชอบไป เช่นที่ มารีน ไดร์ว โปรเมอนาด, หาดเจอกวม ชอว์แพตตี้, บันดรา แบนด์สแตนด์, ป้อมไซออน ฟอร์ท และป้อมวอร์ลี ฟอร์ท

หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้รายงานต่อไป เมื่อปีที่แล้ว การเสียชีวิตจากการถ่ายเซลฟี่ที่เป็นข่าวในอินเดีย...มีคนสามคนที่เสียชีวิตเพราะไปยืนโพสต์ท่าอยู่บนทางรถไฟในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งมา มีเด็กวัยรุ่นเจ็ดคนจมน้ำตายในบึงเพราะพายเรือออกไปถ่ายรูป และมีนักเรียนสองคนจมน้ำตายในคลองเพราะถ่ายเซลฟี่

แล้วก็มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น อายุ 66 ปี ตกบันไดทัชมาฮาล ลงมาเสียชีวิตเพราะถ่ายเซลฟี่

ในปี 2015 มีคนเสียชีวิตจากการถ่ายเซลฟี่ทั่วโลกมากกว่าเสียชีวิตเพราะถูกฉลามทำร้าย อเมริกาก็ใช่ย่อย มีคนตายและคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง(รนหาที่)ขณะกำลังจะถ่ายเซลฟี่ไม่น้อย ตัวอย่างที่เห็นๆก็เช่น เมื่อฤดูร้อนเมื่อปีที่แล้ว เดลีออง อาลองโซ สมิธ วัยรุ่นอายุ 19 จากเมืองฮุสตัน เท็กซัสทำปืนลั่นใส่ตัวเองจนเสียชีวิตในขณะตั้งท่าถ่ายรูปกับปืน

ในขณะที่ตำรวจในเมืองเดนเวอร์ โคโลราโด้ ก็ต้องปิดเส้นทางเดินป่าหลายสัปดาห์หลังจากมีคนจำนวนมากพยายามจะถ่ายเซลฟี่กับหมี การปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เกิดจากการที่ชายชาวคาลิฟอร์เนียคนหนึ่งถูกงูหางกระดิ่งกัด และผู้หญิงชาวมิสซิสซิปปี้ถูกวัวกระทิงขวิดที่อุทยานแห่งชาติเยลโล่ สโตนขณะกำลังจะถ่ายเซลฟี่

(วันนี้มีข่าวเรื่องคนปีนต้นพญาเสือโคร่งไปถ่ายเซลฟี่จนเป็นข่าวไปทั่ว ก็เลยเอาเรื่องเซลฟี่มาให้อ่านอีกตอน เวลาจะถ่ายเซลฟี่ก็อย่าประมาทนะครับ ไม่ต้องโลดโผนอะไรนักหนาหรอก – ผมเอง)

ขอขอบคุณภาพจาก: Pexels.com

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก: แทมพอน - เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้

เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ แต่ไม่ควรตื่นตระหนก

รูปจากแฟ้ม



เด็กหญิงวัย 13 เสียชีวิตเพราะผ้าอนามัยแบบสอด มันอาจเกิดกับคุณ - แม่เด็กเตือน

แม่ผู้สูญเสียคนหนึ่งพูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อเตือนแม่คนอื่นหลังจากสูญเสียลูกสาวเพราะอาการท็อกซิก ช็อก (Toxic shock syndrome)   หรือ TSS ไปอย่างไม่คาดฝัน

เจมม่า หลุยส์ บุตรสาววัย 13 ของไดแอน โรเบิร์ต เริ่มเป็นไข้ตอนไปพักผ่อนกับครอบครัว – ซึ่งตอนแรกทุกคนก็คิดกันว่าเธอติดเชื้อในกระเพาะอาหาร  

หลังจากอาการของเธอทรุดหนักลงเรื่อยๆ พ่อแม่ของเธอจึงพาเธอไปโรงพยาบาล หมอตรวจพบว่าเธอมีอาการท็อกซิก ช็อก สืบเนื่องจากแบคทีเรียที่มาจากแทมพอนที่ใช้

ข่าวรายงานว่า เจมม่า หลุยส์ - ซึ่งเป็นนักว่ายน้ำอนาคตไกล - เริ่มใช้ผ้าอนามัยแบบสอดได้ไม่นานก่อนที่จะเป็นไข้เพราะพวกเขาปล่อยให้เธอฝึกซ้อมในขณะกำลังมีประจำเดือน

ข่าวรายงานต่อไปว่า เจมมี่ หลุยส์เสียชีวิตเมื่อเดือนมีนาคม 2014 เพราะมีเลือดออกในสมองขณะกำลังได้รับการผ่าตัด การตรวจเลือดก่อนที่เธอจะเสียชีวิตพบว่าเธอติดเชื้อกลุ่มสแตฟฟิโลคอกคัส staphylococcus

โรเบิร์ตแบ่งปันเรื่องราวของบุตรสาวเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงโรคภัยที่เธอกล่าวว่าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

อาการท็อกซิก ช็อกเคยเป็นเรื่องที่พูดกันในยุค 80 แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันแล้ว สามีฉันก็ไม่เคยได้ยินคำว่าอาการท็อกซิก ช็อก – ถ้ามีพ่อสักคนอ่านเรื่องราวของเจมมี่ แล้วถ้าลูกสาวของเขาป่วย มันอาจจะช่วยชีวิตเธอได้” เธอบอกกับผู้สื่อข่าว

ไดแอนและครอบครัวของเธอรณรงค์ให้คนตระหนักถึงอาการนี้ผ่านองค์กรเพื่อหาทุนให้กับโรงพยาบาลเด็กอัลเดอร์ เฮย์ ซึ่งเจมม่า หลุยส์เคยไปรักษา

นายแพทย์ เอแอรอน แกลทท์ โฆษกของสมาคมโรคติดเชื้อของอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของโรงพยาบาล เซาท์ นาสโซ คอมมูนิตีส์ กล่าวว่าถึงแม้ ทีเอสเอส จะเป็นเรื่องที่ผู้คนต้องรู้ แต่มันก็ไม่ควรจะทำให้วัยรุ่นแตกตื่นและเลิกใช้แทมพอนไปเลย

“ผ้าอนามัยแบบสอดมีความปลอดภัย แต่ถ้าใช้แบบหนาหรือแบบที่ซึมซับได้มากกว่าปกติ และถ้าปล่อยให้มันอยู่ข้างในนานกว่าปกติ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการท็อกซิก ช็อกก็มี”

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า ทุกปีจะมีผู้หญิง – ที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด –มีโอกาสมีอาการท็อกซิก ช็อกเพียงหนึ่งในแสนราย หมอแกลทท์กล่าวว่าโอกาสที่จะคนป่วยจะเสียชีวิตจากมันมีน้อยมาก

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณหรือบุตรสาวของคุณกำลังมีประจำเดือนและกำลังใช้ผ้าอนามัยแบบสอดแล้วเป็นไข้ขึ้นมาอย่างกระทันหัน คุณต้องรีบไปหาหมอ “ถ้าคุณไม่สบาย ถ้าคุณมีผื่นขึ้น ถ้าคุณมีไข้สูง ถ้าคุณไม่แน่ใจ ให้รีบไปหาหมอ และอย่าลืมบอกหมอว่าคุณกำลังใส่แทมพอน เพราะหมออาจไม่ได้ถามในตอนตรวจและอาการของทีเอสเอสก็เหมือนกับอาการของไข้หวัดมาก” คุณหมอกล่าว

วัยรุ่น – และคนที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด – ต้องไม่นิ่งนอนใจ และต้องเปลี่ยนแทมพอนอันใหม่หลังจากใส่ไปแล้วหกชั่วโมง นอกจากนั้นก็ควรใช้แบบซึมซับปกติ และถ้าคุณรู้สึกเหมือนเป็นไข้ “ให้เปลี่ยนไปใช้ผ้าอนามัยแบบอื่น”

(หทายเหตุ: อาการท็อกซิก ช็อก ซินโดรมเกิดจากสารพิษจำพวก Staphylococus อาการนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย เราอาจติดเชื้อมาจากบาดแผลที่ผิวหนัง แผลผ่าตัด แผลจากการคลอดบุตร ผีในเนื้อเยื่อ ฯลฯ รวมทั้งการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด)

ภาพจากแฟ้ม

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก:เรื่องขำๆของโจร ตอนโจรปล้นรถ

จะปล้นรถ อย่าเอาแบบหนุ่มคนนี้
ภาพจากแฟ้ม / เกียร์ออโต้

เรื่องนี้เกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งในเดือนมีนาคมในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสก้า 

มันเป็นเช้าที่สดชื่นแจ่มใส เมลิซ่า ปีเตอร์ส เตรียมจะไปส่งลูกที่โรงเรียน เธอเดินไปที่รถที่จอดอยู่หน้าบ้าน 

ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาเอาปืนจ่อหน้าเธอ

“หยุด นี่คือการปล้น เอากุญแจรถของคุณมา ไม่งั้นตาย” คนร้ายซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า มังกา อายุ 17 ปี สั่งเสียงดัง

เมลิซ่ารีบส่งกุญแจให้ แล้วพอคนร้ายเผลอก็รีบจูงลูก วิ่งหนี

คนร้ายไม่สนใจเมลิซ่า เขาเข้าไปในรถ เตรียมจะขับออกไป

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นเหมือนฉากในหนังเรื่องมิสเตอร์บีน ไฟหน้ารถเปิดๆปิดๆ ที่ปัดน้ำฝนก็ปัดขึ้นปัดลง

เสียงเร่งเครื่องดังสนั่นหวั่นไหว คนร้ายพยายามจะขับรถหนี แต่รถไม่ไป

เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับเมลิซ่าได้ยินเสียงรถและเสียงโครมคราม จึงออกมาดูและโทรไปแจ้งตำรวจ

ตำรวจใช้เวลาประมาณแปดนาทีก็มาถึง พวกเขาเจอรถกำลังไหลช้าๆเข้าไปในสนามหญ้าของเพื่อนบ้านของเมลิซ่าหลังจากมันชนรั้วเตี้ยๆจนล้ม

แต่คนร้ายหายตัวไปแล้ว เพราะหลังจากพยายามขับเคลื่อนรถออกไปหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ไปได้ไม่กี่หลา คนร้ายจึงตัดสินใจทิ้งรถแล้ววิ่งหนี

ตำรวจวิ่งไล่ตามเขาไป (คงอยากจะให้แฟร์ๆ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ก็เลยวิ่ง) และไปทันในอีกสองสามบล็อคถัดมา ตำรวจจับตัวเขาได้ไม่ยาก

พอจับคนร้ายได้ ตำรวจถามเขาว่าทำไมไม่รีบหนี มีเวลาตั้งเยอะก่อนที่ตำรวจจะมาถึง
คนร้ายตอบว่า “พอดีรถมันเป็นเกียร์ธรรมดา ผมขับไม่เป็นครับ”

ยังดีที่คนร้ายไม่โดนข้อหาพกพาอาวุธปืนเพราะปืนที่เขาใช้เป็นปืนปลอม

ภาพจากแฟ้ม: เกียร์ออโต้

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก:รถไฟญี่ปุ่นเปิดสถานีให้บริการผู้โดยสารคนเดียว


อ่านแล้วซึ้งจนอยากร้องไห้

Photo credit: Pixabay.com

การรถไฟญี่ปุ่นแหกกฎ เปิดสถานีให้บริการผู้โดยสารเพียงคนเดียว

เมื่อวันศุกร์ต้นเดือน สำนักข่าวของจีนโพสต์ข่าวที่ทำให้ซึ้งใจลงในเฟซบุ๊ก เป็นข่าวของเจ้าหน้าที่ของการรถไฟญี่ปุ่นยังไม่ปิดสถานีรถไฟในหมู่บ้านอันห่างไกลเพื่อให้บริการกับผู้โดยสารเพียงคนเดียว – ซึ่งเป็นเด็กมัธยมปลาย

สถานีรถไฟ คียุ ชิราตากิ ตั้งอยู่บนเกาะฮ๊อกไกโดของญี่ปุ่น เมื่อสามปีที่แล้ว การรถไฟของญี่ปุ่นตัดสินใจปิดสถานีนี้เนื่องจากมันอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลและการรถไฟก็ยกเลิกรถไฟขนส่งสินค้าไปกลับจากที่นี่ไปแล้ว แต่พวกเขาเปลี่ยนใจหลังจากพบว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งใช้บริการของสถานีนี้เพื่อไปโรงเรียนทุกวัน

ตอนนี้ สถานีนี้มีรถไฟไปจอดแค่สองขบวน และสาเหตุที่ไปจอดก็เพื่อรับส่งเด็กหญิงคนนี้เท่านั้น ส่วนตารางเวลาที่รถไฟจะไปจอดก็ค่อนข้างจะ “มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่เด็กจะไปและกลับจากโรงเรียน

นอกจากนั้น ก็ยังเห็นได้ชัดว่าการรถไฟญี่ปุ่นตั้งใจที่จะปิดสถานีในเดือนมีนาคมที่จะถึง ซึ่งก็ตรงกับเวลาที่เด็กหญิงคนนี้เรียนจบพอดี

เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เรื่องราวที่น่าประทับใจจะกวาดไลค์ได้เป็นพันๆ เรื่องนี้จึงกระจายออกไปในโซเซียล มีเดียของญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว มันถูกแชร์ออกไปหลายๆครั้ง จนในที่สุดก็ไปถึงสื่ออื่นๆ

ผู้คนจำนวนมากเมนต์ ชื่นชมความเอื้ออาทรของการรถไฟญี่ปุ่นที่สนับสนุนให้เด็กสาวได้รับการศึกษา

“ทำไมฉันจะไม่อยากพลีชีพให้กับประเทศนี้ในเมื่อรัฐบาลพร้อมที่จะไปไกลอีกหนึ่งไมล์เพื่อฉันคนเดียว” นี่คือข้อความที่ใครคนหนึ่งเมนต์ในโพสต์ของสำนักข่าวของจีน "นี่คือความหมายของคำว่าธรรมาภิบาลที่แทรกซึมเข้าไปสู่ระดับรากหญ้าโดยตรง ประชาชนทุกคนมีคุณค่า จะไม่มีการทิ้งเด็กเอาไว้ข้างหลัง”

ส่วนคนอื่นๆก็ใช้โอกาสนี้รำพึงรำพันถึงการหดตัวลงของประชากรในชนบทของญี่ปุ่น อันเป็นผลให้การบริการของรถไฟค่อยๆหายใปจากพื้นที่เหล่านี้

ไม่ผิดหรอกจ้า สถานีคียุ ชิราตากิ  มีกำหนดการที่จะปิดตัวลงในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ รายงานข่าวระบุว่ากำหนดการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวันที่นักเรียนคนนี้จะเรียนจบแต่อย่างใด

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มทำข่าวนี้  เขาหรือเธอคนนั้นอาจกำลังคิดถึงบ้านเกิดในชนบทอันห่างไกลของญี่ปุ่นซึ่งค่อยๆหายไปอย่างรวดเร็วก็เป็นได้

แต่ช้าก่อน เรื่องยังไม่จบ อ่านตอนจบที่หักมุมกันก่อน...พร้อมแล้วนะ แอ็กชั่น!

พ่อแม่พี่น้องอาจจะอ่อนไหวไปกับเรื่องนี้ แต่มันอาจจะโอละพ่อยังงี้???

จากข่าวในหนังสือพิมพ์ในไต้หวัน เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนจะดราม่าเกินเหตุ เพราะที่จริงแล้ว เด็กหญิงขึ้นรถไฟพร้อมกับเพื่อนนักเรียนอีก 10 คน และขึ้นจากสถานีที่ไม่ใช่สถานีที่กล่าวถึงข้างต้น และในตอนเย็น เธอมีรถไฟให้เลือกสามขบวนเพื่อกลับบ้าน

(ใครจริงใครเท็จ คิดเอาเองนะจ๊ะ – ผมเอง)

ขอขอบคุณภาพจาก: railway track / pixabay.com

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน  





วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ข่าวแปลก:แค้นนี้ต้องชำระ ๔ ตอนสามีมีเมียน้อย

ภรรยาขายบ้านตอนที่สามีไปต่างประเทศ...ล้างแค้นที่เขานอกใจเธอ

บ้าน / ภาพจากแฟ้ม


ลอร่า อาร์โนลส์ วัย 42 งัดหมัดเด็ดเอาคืนสามีนอกใจ – เธอขายบ้านตอนที่เขาเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

เมื่อเกร็ก อาร์โนลส์ สามีของลอร่ากลับมา เขาโกรธสุดๆที่พบว่ามีคนมาเปลี่ยนกุญแจหน้าบ้าน และมีนักศึกษาหกคนอยูในห้องรับแขก

เหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อลอร่าเจอข้อความในโทรศัพท์มือถือของสามีที่เขาลืมเอาไว้ที่บ้านตอนเดินทางไปทำธุระที่สหรัฐ

ข้อความที่ว่าเป็นข้อความจั๊กจี้จั๊กเดียมจากสาวอเมริกัน ที่บอกเกร็กว่าเขาจะเจออะไรบ้างเมื่อไปถึงนิวยอร์ก มันบอกเป็นนัยๆอย่างชัดเจนว่าเขากำลังนอกใจเธอ

แน่นอน ลอร่าเจ็บกระดองใจ แต่แทนที่จะรอระเบิดอารมณ์ เธอตัดสินใจเอาคืน

โชคดีของลอร่าที่พ่อแม่ของเธอเป็นคนกู้เงินซื้อบ้านในวอร์วิคชาย เธอจึงติดต่อขายบ้านผ่านเว็บไซค์ซึ่งชำนาญการขายบ้านด่วน แล้วขายบ้านให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยวอร์วิคได้ในเวลาชั่วพริบตา จากนั้นเธอก็เก็บของแล้วเดินออกมา

เรื่องนี้ดังลั่นทุ่งไปอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนจึงติดต่อขอสัมภาษณ์ลอร่า

“ตอนนี้เรื่องของเราไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่” เธอบอกกับผู้สื่อข่าว “ฉันทำยังงั้นได้เพราะตอนวางเงินมัดจำบ้าน พ่อแม่ฉันยื่นมือเข้ามาช่วย แล้วตอนที่เราดิ้นรนหางินกู้ พวกท่านก็ยื่นมือเข้ามาอีก”

เกร็ก ซึ่งตอนนี้ต้องอพยพไปอยู่ในลอนดอน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนกลับมาถึงบ้าน เขางงเป็นไก่ตาแตก

“บ้านเปิดไฟสว่างโร่ เสียงทีวีก็ดังลั่น” เขารื้อฟื้นความหลัง “ ผมจำได้ว่าความคิดแรกที่แวบเข้ามาในสมองก็คือนี่ไม่ใช่นิสัยของลอร่า ลอร่าจะไม่อยู่ดึกเกินห้าทุ่ม ผมก็เลยคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานั้น ผมกำลังเหนื่อย ยังปรับตัวกับเวลาไม่ได้และหงุดหงิด ผมก็เลยเริ่มทุบประตูและตะโกนเรียกชื่อลอร่า แต่คนที่มาเปิดประตูกลับเป็นใครก็ไม่รู้ ท่าทางเหมือนฮิปปี้เด็กๆอายุ 21

เมื่อเกร็กเดินเข้าไปในบ้าน สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาสับสนไปหมด “เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของลอร่าอันตรธานหายไปหมด แต่โต๊ะเก้าอี้อันเป็นมรดกที่ผมได้มาจากพ่อที่เสียไปแล้ว รวมทั้งอุปกรณ์ตีกอล์ฟและวิทยุวินเทจ – ซึ่งลอร่าเกลียดมาก – ยังกองอยู่บนโต๊ะในครัว

เธอเอาของที่ผมภาคภูมิใจไปรวมอยู่ในอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่เธอจะไม่ขนไปด้วย ผมโกรธมาก และยังคิดไม่ออกว่าเธอทำทั้งหมดนี่ในเวลาแค่สองอาทิตย์ได้ยังไง

ถึงแม้จะช็อกไปบ้างในตอนแรก แต่เกร็กกล่าวว่าในที่สุดเขาก็ทำใจได้และบอกตัวเองว่า “ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่จะไปเอาเรื่องกับเรื่องเหล่านี้” เขาบอกว่าเขาอยากหยุดความแค้นและการเป็นปฎิปักษ์ต่อกันและกันเพื่อเห็นแก่ลูกๆ 

แต่เขาก็ยอมรับความจริงว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้ “มีสีสันเกินคำบรรยาย ผมคงแต่งงานกับมาเฟียอิตาลี” เขาตบท้ายแบบเยาะเย้ยตัวเอง

รูปจากแฟ้ม: บ้าน


อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

่ข่าวแปลก:ระวัง...หนุ่มวัยละอ่อนเสียชีวิตเพราะใช้ยาดับกลิ่นเต่า

ระวัง...ยาดับกลิ่นเต่า

Aerosol spray / Photo credit: PiccoroNamek via. Wikimedia Commons


หนุ่มวัยละอ่อนเสียชีวิตเพราะใช้ยาดับกลิ่นเต่ามากเกินไป

วัยรุ่นเมืองผู้ดีใช้ยาดับกลิ่นเต่าแบบสเปรย์แทนการอาบน้ำ แล้วเสียชีวิตเพราะสูดดมแก๊สเข้าไปมากเกินไป

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของบ้านพักเด็กโต เรด เลานจ์ พบ โธมัส ทาวน์เซ่น วัย 16 นอนหมดสติอยู่หน้าห้อง

เขารีบเรียกแพทย์ฉุกเฉินกู้ชีพให้ไปที่ที่เกิดเหตุ แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตโธมัสเอาไว้ได้
ในการสืบสวนคดีการเสียชีพของโธมัสในศาลโพล์กสโตน เมืองเคนท์  ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ตำรวจระบุว่าพวกเขาพบกระป๋องสเปรย์ดับกลิ่นเต่าในห้องของเด็ก 45 กระป๋องซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระป๋องเปล่า

ซอลลี่ ทาวน์เซ่น แม่ของโธมัสให้การว่าโทมัสจะฉีดสเปรย์ดับกลิ่นเต่าแทนการอาบน้ำ จากนั้นจึงฉีดสเปรย์อาฟเตอร์เชฟเพื่อปกปิดกลิ่นตัวซ้ำอีกครั้ง

เธอกล่าวต่อไปว่า เขาใช้สเปรย์สัปดาห์ละกระป๋อง เธอไม่รู้มาก่อนว่าในห้องของเขามีกระป๋องสเปรย์เปล่ามากถึงขนาดนั้น แต่เขาเป็นคนบ้าหอบฟาง อะไรหมดอะไรเก่าก็ไม่ทิ้ง เก็บเอาไว้หมด

โธมัสอาศัยอยู่ในบ้านสงเคราะห์เด็กห้าปีก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่เรด เลานจ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2015

แพทย์ที่ทำการชันสูตรพลิกศพระบุสาเหตุการตายของโธมัสว่ามาจากระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวอันเนื่องมาจากการสูดดมแก๊ส

ในร่างกายของเขาไม่พบสารเสพติดหรือแอลกอกอล์แต่อย่างใด

ราเชล เรดแมน ซึ่งทำการชันสูตรกล่าวว่า โธมัสฉีดสเปรย์ไปทั่วตัว และเสียชีวิตเพราะแก๊ส
หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ศาลจึงตัดสินว่าโธมัสเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ

(หมายเหตุ: ผมเช็คข่าวนี้จากสามสำนักข่าว แต่ไม่มีสำนักข่าวไหนอธิบายว่าแม่ของโธมัสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยังไงในเมื่อโธมัสพักอยู่บ้านพักเด็กโต)

ขอขอบคุณภาพจาก : Photo credit: PiccoloNamek via. Wikimedia commons


อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน