วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หนุ่มขี้หึงจะเผารถชายชู้ของเมียรัก ถูกไฟคลอกเสียเอง

หนุ่มขี้หึง จะเผารถของกิ๊กของเมียรัก กลับถูกไฟคลอกเสียเอง

ลานจอดรถ / ภาพจากแฟ้ม

สามีขี้หึงจุดไฟเผาตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่กำลังจุดไฟเผารถของกิ๊กของภรรยา – ตำรวจซิมบับเวเปิดเผย

ตำรวจกรุงฮาแรเรเปิดเผยว่าพวกเขาจับกุม มุนยาราดจี ไนอันโดโร  ก่อนตั้งข้อหาว่ามีส่วนในการขับรถแข่งกับเทนได มูจาคาจี และเผารถของเทนไดและของตนเพราะสงสัยว่าฝ่ายแรกเป็นชู้กับสเตล่าภรรยาของตน

จากการสอบสวนของตำรวจ ไนอันโดโรรู้ว่ามูจาคาจีสวมเขาให้เขา จึงใช้โทรศัพท์ของเธอล่อเขาออกมา

ไนอันโดโรทำทีว่าเป็นสเตล่า ส่งเมสเสจไปหามูจาคาจี บอกให้เขามาที่บ้าน เมื่อมูจาคาจีมาถึง ไนอันโดโรก็ปรี่เข้าไปชก แต่มูจาคาจีรีบขึ้นรถ ขับหนีไป

ไนอันโดโรไม่ยอม รีบขึ้นรถ ไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว แล้วทั้งสองก็ขับไล่ล่ากันเหมือนในหนัง เมื่อถึงจุดหนึ่ง รถของมูจาคาจีก็เจ๊งโป๊ะ เขาทิ้งรถแล้ววิ่งหนีต่อ

ไนอันโดโรรีบไปที่ปั้มน้ำมันใกล้ๆแล้วซื้อน้ำมันมาแกลลอนหนึ่ง เอามาราดใส่รถของมูจาคาจีแล้วจุดไฟ

สันนิฐานว่าตอนนั้นรถของมูจาคาจียังร้อนอยู่ ไฟก็เลยพรึบขึ้นมา มันไหม้หน้าตา หน้าอกและมือของไนอันโดโรจนเกรียม ไนอันโดโรถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

อย่างไรก็ดี เขาถูกตั้งข้อหาจงใจทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น

โถ พ่อคุณ ทำไมซุ่มซ่ามยังงี้ - ผมเอง

ทิป: ซิมบาเว หรือสาธารณรัฐซิมบาเวตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอัฟริกา เป็นประเทศที่ไม่ติดทะเลเพราะมีแซมเบีย โมซัมบิก บอตสวานาและอัฟริกาใต้ล้อมรอบ ซิมบาเวมีพื้นที่ 390,580 ตร.กม มีประชากรประมาณ 14 ล้านคน.

แถมให้นิดหนึ่ง พอดีไปเห็นข่าวเรื่องนี้ เห็นว่ามันแปลกดีก็เลยเอามาแบ่งกันอ่าน คือเมื่อนานมานี้ มีโฆษณาแปลกๆชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของมาเลเซีย มันเป็นโฆษณาหาเจ้าของเครื่องบินจัมโบ้ เจ็ต 747s (อายุ 20 กว่าปีแล้ว) จำนวนสามลำที่จอดทิ้งอยู่ในสนามบินนานาชาติกัวลา ลัมเปอร์ มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานบอกว่าเครื่องบินถ้าเจ้าของไม่มาเอาคืน ก็จะขายแล้วนะ (อ้อ ลืมบอกไป โบอิ้ง 747s เป็นเครื่องบินพาณิชย์นะ ไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัว แล้วถ้าจะไปเอาคืนก็เคลียร์ค่าเช่าที่จอดให้เขาด้วยล่ะ)

ภาพจากแฟ้ม: ลานจอดรถ 
อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน




วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เจ้าสาวไม่ยอมเข้าหอ... แอบไปนอนในไอซียู


เจ้าสาวไม่ยอมเข้าหอ... 

กุหลาบ / ภาพจากแแฟ้ม

การต้องไปนอนในห้องไอซียูในวันแต่งงานคงเป็นฝันร้ายของผู้หญิงที่เป็นเจ้าสาวคนหนึ่ง

แต่เจ้าสาวในเมืองเต็งฉู๋ สาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องไปนอนในโรงพยาบาลในวันแต่งงานเพราะเพื่อนๆของเจ้าบ่าวจับเธอโยนขึ้นไปกลางอากาศแล้วทำเธอหลุดมือ 

เธอตกลงมา หัวกระแทกพื้น อาการโคม่าและกลายเป็นเจ้าสาวนิทราไปในทันที ครอบครัวของเธอตาเหลือก รีบโทรแจ้ง 110

ตำรวจและรถพยาบาลมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วพาร่างของเธอไปโรงพยาบาลทันที

หลังจากนั้น ครอบครัวของเจ้าสาวบอกกับตำรวจว่าเจ้าสาวไปฟื้นที่โรงพยาบาล เธอมึนหัวและต้องนอนอยู่ที่นั่นอีกสองวันก่อนที่หมอจะอนุญาตให้กลับบ้านไปหาสามี

555 เพื่อนเจ้าบ่าวคงอิจฉาน่ะ

หนุ่มตกบันไดตายเพราะโทรศัพท์

สะพานลอย / ภาพจากกแฟ้ม

ชายกรรจ์ชาวนานกิงกำลังกึ่ม เดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนพร้อมกับล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจะโทรกลับบ้าน แต่กลับไม่ถึง ตกบันไดลงมาเสียก่อน เขาเสียชีวิตเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา - เหตุเกิดในเขตกูหลู กรุงปักกิ่ง

ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าเขากลิ้งลงมาจากบันไดแล้วนอนไม่ไหวติงอยู่บนพื้น

มีคนโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจแล้วชายคนนั้นก็ถูกพาไปส่งโรงพยาบาล แต่ช้าไป เขาเสียชีวิตที่นั่น

บ่ายวันที่เกิดเหตุ ชาย – ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่า - หวัง วัย 41 ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆแล้วเดินกลับบ้านคนเดียว

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าเขาเดินเป๋ไปเป๋มาตอนเดินข้ามสะพานลอย  แล้วสะดุด ตกบันไดขณะกำลังพยายามจะโทรศัพท์

ตำรวจกล่าวว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนทั่วไป: มันสอนว่าเล่นกับโทรศัพท์ขณะกำลังเดิน ให้สนใจถนนที่อยู่ข้างหน้า “มันอันตรายมากที่จะโทรศัพท์ หรือส่งข้อความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนข้ามถนน ลงบันได และเดินอยู่ริมถนนที่ไม่มีทางเท้า เรามีคนที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุด้วยเหตุนี้เป็นจำนวนมากในประเทศ”

(สะพานลอยโดยทั่วไปค่อนข้างจะชันนะ ถึงจะไม่เมาก็ต้องระวัง - ผมเอง)

ทิป: เทรนใหม่ที่กำลังมาแรงในโลกก็คือการตายเพราะถ่ายเซลฟี่
โทรศัพท์นั้นดี แต่การโทร ส่งข้อความหรือถ่ายเซลฟี่แบบไม่ดูตาม้าตาเรืออาจทำให้ตายได้ (ยังดีที่บ้านเรามีกฎหมายห้ามโทรขณะขับรถ) แต่ตอนนี้ดาวรุ่งพุ่งแรงก็คือการถ่ายเซลฟี่

คุณคิดว่าระหว่างปลาฉลามกับการถ่ายเซลฟี่อะไรน่ากลัวกว่ากัน ถ้าคุณตอบว่าปลาฉลาม คุณก็ตอบผิดเพราะการถ่ายเซลฟี่น่ากลัวกว่า จากสถิติในสหรัฐ ปีนี้มีคนเสียชีวิตเพราะถ่ายเซลฟี่ไปแล้วสิบสองราย แต่มีคนตายเพราะถูกปลาฉลามกัดเพียงแปดรายเท่านั้น
การตายที่เกิดจากการถ่ายเซลฟี่มักจะเกิดจากการตกจากที่สูง รองลงมาได้แก่การออกไปเต๊ะท่าถ่ายเซลฟี่แล้วถูกรถชน

การตายเพราะถ่ายเซลฟี่ก็ระบาดหนักในรัสเซีย มันระบาดจนรัฐบาลต้องพิมพ์สติ๊กเกอร์ เพื่อเป็นแนวทางว่าจะถ่ายเซลฟี่อย่างไรถึงจะปลอดภัย ออกมาแจกกันเลยทีเดียว (ไว้วันหลังจากเอาสติ๊กเกอร์มาให้ดู)

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากอยู่ในเทรน อย่าประมาทเวลาจะถ่ายนะ

ภาพจากแฟ้ม: กุหลาบ / สะพานลอย

อ่านข่าวแปลกได้ทุกวันที่นี่



วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

โจรมือถือยิงต่อสู้กับตำรวจ

โจรมือถือสติเฟื่อง...


มือถือ / รูปจากแฟ้ม

เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว หนุ่มน้อยรูเบน ซาราเต้ อายุ 18 อยากได้เงิน จึงไปปล้นร้านขายผ้าพันคอในชิกาโก เขาเดินถือปืนเข้าไปในร้านแล้วบอกพนักงานว่า

“ส่งเงินมาให้หมด”

“ไม่มีค่ะ ผู้จัดการเอาใส่เซฟไปหมดแล้ว” พนักงานตอบเสียงสั่น

“งั้นก็เปิดเซฟสิ” เขาสั่ง

“เปิดไม่ได้ค่ะ ผู้จัดการเปิดได้คนเดียว แล้วตอนนี้เขาก็ไม่อยู่”

ซาราเต้ลังเล ไม่รู้จะทำยังไง แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ เขาจะกลับมาอีกครั้ง แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา เขาจดเบอร์มือถือให้กับพนักงานแล้วบอกว่า “ผู้จัดการกลับมาเมื่อไหร่ โทรไปบอกฉันที่เบอรนี้นะ” ว่าแล้วเขาก็เดินจากไป

พนักงานรับคำแล้วโทรไปตามที่ถูกสั่ง แต่โทรไปหาตำรวจชิกาโก

เมื่อตำรวจมาถึง พวกเขาบอกให้พนักงานโทรไปหาคนร้าย

ซาราเต้กลับมา แล้วก็จะเอ๋กับตำรวจที่รออยู่ พวกเขายิงต่อสู้กันพักหนึ่งก่อนที่ซาราเต้จะถูกจับ

หมายเหตุ: นี่เป็นเรื่องปล้นหนึ่งในสิบอันดับที่จัดว่าตลกที่สุด

วันนี้ไม่มีทิปครับ

รูปจากแฟ้ม : โทรศัพท์มือถือ


อ่านเรื่องแปลกที่นี่ทุกวัน 

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ละอายใจ...โจรปล้นแบงก์มอบตัว

โจรก็มีความละอายใจเหมือนกัน...



ลองคิดดูนะ...ถ้าคุณกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วสะดุดตากับข่าวๆหนึ่ง เป็นข่าวเกี่ยวกับการปล้นธนาคาร ในข่าวมีรูปจากกล้องวงจรปิดลงให้ดูด้วย – แล้วคุณก็สังเกตว่าใบหน้าของโจรจะเป็นของใครไปไม่ได้ นอกจากพ่อของคุณ...

คุณจะทำยังไง...

นั่นเป็นคำถามที่สมาชิกในครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งในอิลลินอยส์ต้องตอบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนเมื่อรู้ว่านั่นคือ อัลเซลโม ทาเปีย พ่อของพวกเขา

พ่อของพวกเขาปล้นธนาคารยูเอส แบงก์สาขาเมืองบริจวิว จริงๆ

สมาชิกในครอบครัวเผชิญหน้ากับทาเปีย แล้วถามว่าใบหน้าที่พวกเขาในรูปเป็นใบหน้าของทาเปียจริงๆใช่มั้ย

ทาเปียรับว่าใช่ แล้วบอกว่าจะไปมอบตัวกับตำรวจ

“พอเห็นรูป สมาชิกในครอบครัวก็จำได้ว่านั่นคือพ่อของพวกเขา” ตำรวจซึ่งไม่ขอตอบคำถามใดๆกับนักข่าวเปิดเผย “จึงพาเขาไปที่โรงพักที่เบอร์แบงก์ พวกเราไปรับตัวเขามาจากที่นั่น รูปที่ได้จากธนาคารชัดมาก เห็นหน้าผู้ต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน ตอนนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอตัวเขาเมื่อไหร่เท่านั้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่เกิดเหตุ ทาเปียเดินเข้าไปยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ในกระดาษมีข้อความเขียนว่าเขามีปืนและให้เธอเอาเงินมา พยานระบุว่าระหว่างการปล้น เขาไม่ได้เอาอาวุธใดๆออกมา และการปล้นครั้งนี้ก็ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ทาเปียถูกตั้งข้อหาปล้นอย่างอุกอาจโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย (ข้อหานี้หนักกว่าปล้นธรรมดา) ผู้พิพากษาเมืองคุ๊ก เคาน์ตี้ตั้งเงินประกันตัวเขาไว้ที่ 100,000 ดอลลาร์ ตำรวจเปิดเผยว่าทาเปียสารภาพตลอดข้อหา เขาบอกกับตำรวจว่าจะเอาเงินไปใช้หนี้

ตอนแรก เอฟบีไอเป็นคนดูแลคดีนี้และกระจายรูปของคนร้ายออกไป เมื่อคนร้ายเข้ามามอบตัว พวกเขาจึงโอนคดีกลับมาให้ตำรวจบริจวิว ดังนั้นศาลเมืองคุ๊ก เคาน์ตี้จึงจะรับผิดชอบคดีนี้ ตำรวจบริจวิวเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเอฟบีไอขอให้ปกปิดจำนวนเงินที่ทาเบียปล้นไปเอาไว้

พอคนเห็นข่าวนี้ ก็เมนต์เข้ามาเป็นการใหญ่ ก็มีทั้งขบขันไปจนถึงไม่ชอบใจ “เจ๋งว่ะ” คนอ่านคนหนึ่งเขียน อีกคนตั้งข้อสังเกตว่า “โง่ขนาดนี้ น่าจะติดคุกสัก 15 ปี” แต่ผู้หญิงคนหนึ่งเขียนว่า “ทำผิด ก็ต้องใช้กรรม ครอบครัวเขาทำถูกแล้ว”

(อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงนิยายแปลของ 559 พับลิชชิ่ง เรื่องแผนปล้นคนดอทคอม - ความละอายใจเป็นสิ่งอันประเสริฐ)

ทิป: ข่าวดีสำหรับคนที่จะซื้อปืน! เริ่มต้นปีหน้า ในสหรัฐจะมีการเปิดตัวช่องช็อปปิ้งทางโทรทัศน์ ชื่อกันทีวี โดยจะขายปืนโดยเฉพาะ แต่อย่าหลงดีใจไป เพราะถึงแม้จะสั่งซื้อได้ แต่ก็ต้องผ่านการจดทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน (อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ซื้อปืนเถือนที่ควบคุมไม่ได้นั่นแหละ)

ขอขอบคุณภาพจาก: Pixabay.com

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน





วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

นักศึกษาแพทย์งานเข้า ถูกไล่ออกเพราะซ้อมแฟน

นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแพทย์ในควังจู เกาหลีถูกไล่ออกเพราะกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายแฟน...

Hanbok / Photo credit: Korea.net  via  Wikimedia Commons


หลังจากถูกผู้คนตำหนิจนหูดับตับไหม้ที่จัดการกับคดีนี้อย่างไม่เหมาะสม และหลังจากศาลตัดสินลงโทษนักศึกษาคนนี้อย่างเบาหวิว มหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจลงโทษเขา
เหตุการณ์คราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เมื่อนักศึกษาปาร์ก (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี มาหา น.ส.ลี (นามสมมุติ) แฟนสาวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา ที่บ้านเมื่อเวลา 3 นาฬิกา จากนั้นเขาก็ตบหน้าเธอและจิกหัวผมเธอเพราะโกรธที่เธอรับโทรศัพท์ของเขาแบบ “เหมือนคนไม่รักกัน”
ปาร์กถูกจับดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยเตะและบีบคอเธอ ทำให้เธอกระดูกซี่โครงร้าวในขณะที่กักขังเธอไว้ในห้องของเธอเป็นเวลาสองสามชั่วโมง
วิทยาลัยจัดการกับคดีนี้อย่างไม่เหมาะสมจึงถูกกระแสสังคมถล่ม เพราะหลังเกิดเหตุ น.ส.ลีได้ขอให้มหาวิทยาลัยย้ายเธอออกจากห้องเรียนที่ต้องเรียนร่วมกับปาร์ก แต่มหาวิทยาลัยปฎิเสธ โดยบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวของคนทั้งสอง และมหาวิทยาลัยก็จะรอจนกว่าศาลจะตัดสินชี้ขาด
ทางด้านของอัยการ พวกเขาพยายามให้ศาลสั่งจำคุกปาร์กสองปี เพราะคิดว่าการกระทำของปาร์กเป็นการกระทำที่รุนแรง
แต่ศาลเมืองควังจูกลับตัดสินปรับปาร์กเป็นเงินแค่ 12 ล้านวอน โดยให้เหตุผลว่าศาลได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าปาร์กอาจถูกไล่ออกถ้าถูกลงโทษหนักกว่านี้ เช่นการรอลงอาญา
อัยการอุทธรณ์ไปยังศาลสูงเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อให้ลงโทษปาร์กหนักขึ้น
คำพิพากษาที่เบาหวิวของศาล บวกกับการไม่จัดการอะไรเลยของมหาวิทยาลัย ทำให้คนทั่วไปเป็นเดือดเป็นแค้น เสียงเรียกร้องของชาวบ้านจึงดังขึ้น

คนที่ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากโพสต์ว่าการลงโทษเบาเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเขาเป็นว่าที่แพทย์ “การให้อาชญากรเช่นนี้กลายเป็นแพทย์เป็นเรื่องที่ซีเรียสกว่า” นักศึกษาคนหนึ่งเขียนในบอร์ดออนไลน์ของมหาวิทยาลัย

กลุ่มการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ์สตรีออกมาตำหนิศาลและมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่าทั้งสององค์กรจัดการเรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคนทั้งสอง ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง
เสียงตำหนิทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจไล่ปาร์กออก ถึงแม้จะช้าไปหน่อยก็ตาม
โดยเมื่อวันจันทร์ มหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการวินัยนักศึกษาขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยคณาจารย์ 11 คนและนักศึกษา 2 คน คณะกรรมการลงความเห็นลงโทษปาร์กตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่ว่านักศึกษาที่ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาอื่นสามารถถูกไล่ออกได้ คาดว่าการประชุมของคณะที่ปาร์กเรียนอยู่ เพื่อยืนยันคำตัดสินจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ 

นอกจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ยังได้ประกาศผ่านเน็ตเวิร์กของมหาวิทยาลัยเมื่อวันพุธถึงการตัดสินไล่ปาร์กออก

กระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีสั่งให้มหาวิทยาลัยรายงานถึงวิธีการที่มหาวิทยาลัยจัดการกับปัญหานี้ “การลงโทษทางวินัยกับนักศึกษาขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยนั้นๆ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกระทรวงกล่าว “เมื่อมหาวิทยาลัยตัดสินลงโทษเขา กระทรวงก็จะไม่จัดการใดๆเพิ่มเติม แต่เราจะดูว่าพวกเขาเอากฎมาใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่”

ทิป: ควังจู เมืองในประเทศเกาหลีใต้ ควังจู เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของประเทศเกาหลีใต้ มีฐานะเป็นมหานครขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย เมืองควังจูเคยเป็นเมืองหลวงของจังหวัดจอลลาใต้ จนกระทั่งศาลากลางจังหวัดได้ย้ายไปยังหมู่บ้านนามัค ในเมืองชนบทมูอันในปี 2548 
ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดที่เมืองควังจูเมื่อประมาณ 35 ปีมาแล้ว (ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)

ขอขอบคุณภาพจาก: Korea.net via Wikimedia Commons  (Photo description: A woman wearing a short, tight-fitting jeogori (jacket) and a plump chima (skirt) / A man in durumagi (traditional topcoat)) 

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตู้เย็นเก็บกิมจิอายุสิบปีระเบิด – ศาลพิพากษาให้ผู้ผลิตรับผิดชอบ

วันนี้เอาเรื่องที่แฟนซีรีย์เกาหลีควรรู้มาฝากจ้า...

กิมจิ / ภาพจากแฟ้ม

ศาลแขวงสั่งให้ผู้ผลิตตู้เย็น(ขอสงวนชื่อ)จ่ายเงินชดเชยให้กับบริษัทประกันเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากตู้เย็นเก็บกิมจิระเบิด ตู้เย็นหลังนี้ซื้อมาแล้วกว่า 10 ปี

ศาลกรุงโซลพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้บริษัทประกันแห่งหนึ่งชนะคดี ฟ้องบริษัทผู้ผลิตตู้เย็น โดยให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินประมาณ 43 ล้านวอน (37,210 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่พวกเขาจ่ายให้กับผู้เอาประกันไปแล้ว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2014 เมื่อตู้เย็น ซึ่งผลิตและถูกซื้อไปตั้งแต่ปี 2003 ระเบิดไฟไหม้ เจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านอีกสามคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต
สาเหตุของการระเบิดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรในตู้

ผู้ผลิตตู้เย็นแย้งว่า จะให้พวกเขารับผิดชอบได้ยังไงในเมื่อขายตู้เย็นหลังนี้ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว

แต่ศาลเห็นว่า การสรุปว่าตู้เย็นแช่กิมจิอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้หลังจากใช้ไปแล้ว 10 ปี ไม่ใช่เหตุผลที่คนจะยอมรับได้

นอกจากนั้นก็ยังมีข้อมูลว่า คดีเพลิงไหม้ 22 ครั้ง - ที่มีสาเหตุมาจากตู้เย็นเก็บกิมจิที่ใช้มาแล้วมากกว่า 10 ปี - มี 20 คดีเกิดจากตู้เย็นที่จำเลยเป็นผู้ผลิต

แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่เคยมีใครเคยตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของตู้เย็นหลังนี้ ศาลจึงสั่งให้ผู้ผลิตชดเชยค่าเสียหายเพียงกึ่งหนึ่งของเงินค่าชดเชยที่บริษัทประกันฟ้อง

ทิป: ตู้เย็นเก็บกิมจิเป็นตู้เย็นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ตรงกับความต้องการที่จะเก็บกิมจิและอาหารหมักดองต่างๆ เป้าหมายของตู้เย็นเก็บกิมจิก็คือต้องเย็นกว่า มีอุณหภูมิที่คงที่กว่า มีความชื้นมากกว่า มีอากาศหมุนเวียนน้อยกว่าตู้เย็นธรรมดา และทำให้มีสภาพที่เหมาะสมเพื่อให้การหมักกิมจิได้ดีที่สุด ตู้เย็นบางรุ่นอาจติดตั้งหลอดไฟยูวีสำหรับฆ่าเชื้อเข้าไปด้วย
ในการสำรวจความต้องการสินค้าภายในบ้านของผู้บริโภคชาวเกาหลี ซึ่งกระทำโดยบริษัทมีเดีย เอเยนซี ชั้นแนวหน้าของเกาหลีในปี 2004 ตู้เย็นเก็บกิมจิเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่คนอยากได้เป็นอันดับแรก

ภาพจากแฟ้ม: กิมจิ

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน


วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ว่าที่เจ้าสาวลากพ่อแม่เจ้าบ่าวขึ้นโรงพักเพราะสินสอด

สาวเมืองเดลีลากว่าที่เจ้าบ่าวและครอบครัวขึ้นโรงพักเพราะเขี่ยเธอทิ้ง

ถ้าว่าที่เจ้าสาวในอุตตรประเทศเลิกกับว่าที่เจ้าบ่าวในงานแต่งเพราะว่าที่เจ้าบ่าวเรียกร้องสินสอดก็คงทำอะไรไม่ถูก แต่สาวเมืองเดลีคนนี้จัดการกับประเพณีนี้ได้อย่างเหนือชั้น
โรตี / ภาพจากแฟ้ม
หลังจากถูกว่าที่เจ้าบ่าวเรียกเงินห้าแสนรูปีและรถซีตี้คาร์อีกหนึ่งคัน จากนั้นก็ยกเลิกงานแต่งแล้วให้ลูกชายแอบไปหมั้นกับหญิงอื่น นางสาวแฟนทิ้ง (นามสมมุติ) ก็ลากพวกเขาขึ้นโรงพักและให้พวกเขาชดใช้เงิน 80 000 รูปีที่ครอบครัวของเธอจ่ายไปในวันหมั้นให้กับเธอ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังให้พวกเขาคุกเข่า กราบเท้าพ่อของเธอเพื่อขอขมาด้วย

น.ส.แฟนทิ้ง วัย 25 อดีตนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ กำลังจะแต่งงานกับนายทิ้งแฟน (นามสมมุติ) ในวันที่ 27 พฤศจิกายนที่แล้ว พวกเขาหมั้นกันอย่างเอิกเกริกแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่ทว่า ก่อนวันแต่งแค่สองเดือน ว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งรอกไปโรงพัก ไปหน่วยป้องกันอาชญากรรมต่อสตรี และไปคณะกรรมการสิทธิสตรีเมืองเดลี เพื่อหาความยุติธรรมให้กับตนเอง

เธอบอกกับนักข่าวว่า “ก่อนวันหมั้น พวกเขาพูดว่า ‘ให้ลูกสาวคุณมาอยู่กับเรา เอาเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียวก็พอ’ แต่หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เริ่มพูดให้ได้ยินว่าเพื่อนๆของทิ้งแฟนได้เงินสดในวันแต่งงานจากเจ้าสาวเท่านั้นเท่านี้ ทิ้งแฟนก็เหมือนกัน เขาเริ่มโทรมากดดันฉันโดยไม่มีใครรู้ แล้วพวกเขาก็บอกเราแบบให้รู้เนื้อรู้ตัวว่าพวกเขาต้องได้เงินห้าแสนรูปีกับรถซีตี้คาร์อีกคัน พอพ่อฉันปฎิเสธอย่างสุภาพ พวกเขาก็เลยบอกว่าจะไม่ให้แต่งแล้ว ครอบครัวของเราขอร้องให้พวกเขาทบทวนอีกครั้งเพราะเราจองห้องจัดงานไปแล้ว การ์ดเชิญก็แจกไปแล้ว แต่พวกเขาไม่ยอม ทั้งยังขู่จะทำร้ายเราถ้าเราโผล่หน้าไปให้เขาเห็นอีก”

เมื่อวันที่ 18 ตุลา นางสาวแฟนทิ้งเห็นเฟซบุ๊กของนายทิ้งแฟนซึ่งโพส์ตรูปที่เขาเข้าพิธีหมั้นอีกครั้ง เธอกล่าวว่า “พ่อฉันพยายามสงบสติอารมณ์ ไม่ให้โกรธ แล้วเราก็รอให้เขาพูดอะไรสักอย่างเป็นครั้งสุดท้าย”

พ่อของนางสาวแฟนทิ้ง ซึ่งอดีตเคยเป็นพนักงานธนาคาร กล่าวว่า “ผมดีใจที่ให้การศึกษากับลูก ถ้าเธอไม่เห็นรูปในเฟซบุ๊ก เราก็คงไม่มีทางรู้”

ต่อจากนั้น นางสาวแฟนทิ้งก็ต้องวุ่นวายกับตำรวจและกับหน่วยป้องกันอาชญากรรมต่อสตรี “ที่โรงพัก ตำรวจบอกฉันว่ามันไม่มีกฎหมายที่จะทำอะไรกับเรื่องนี้ พวกเขาเรียกตัวทิ้งแฟนมาสอบสวน แต่เขาโกหกเรื่องการหมั้นครั้งที่สอง ตำรวจเชื่อฉันเพราะฉันเซฟรูปในเฟซบุ๊กเอาไว้”

“ในที่สุด เพื่อนนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่งแนะนำฉันไปหาคณะกรรมการสิทธิสตรีของกรุงเดลี ที่ปรึกษาของคณะกรรมการคนหนึ่งพาฉันไปหาตำรวจ เราไปที่กองกำกับการตำรวจซึ่งสั่งให้จับทิ้งแฟนในข้อหาฉ้อโกงและทำผิดกฎหมายสินสอด”

ทิป: หรือการเรียกสินสอดหรือ Dowry  ในอินเดียเป็นภาระให้กับครอบครัวที่มีลูกสาว นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนในอินเดียอยากได้ลูกชาย (เช่นเดียวกับจีน) เรื่องข้างต้น ถ้าเป็นผู้หญิงอื่น ก็คงจะทำอะไรไม่ถูก แต่นี่เธอสู้ ขอนับถือจริงๆ


รูปจากแฟ้ม: โรตี

อ่านข่าวแปลกได้ทุกวันที่นี่

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การผ่าตัดเอาหัวใจหมูมาใส่แทนหัวใจคน

เมื่อวานไม่น่าเอาทิปเรื่องหมูมาให้อ่านเลย เพราะมันไม่จบ ก็เลยต้องเอามาให้อ่านต่อ

Steptoscope / Photo credit: Pixabay.com
การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ โดยเอาหัวใจหมูมาใส่แทนหัวใจคนกำลังจะเป็นจริง...
มีข่าวเมื่อเดือนเมษา 2014 ว่าลิงบาบูนในห้องปฎิบัติการมีหัวใจของหมูอยู่ในตัวมากว่าหนึ่งปีแล้ว – นี่ถือเป็นข่าวดี   

นักวิจัยรายงานว่าลิงตัวนี้มีชีวิตอยู่นานกว่าหนึ่งปีแล้วหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นหัวใจหมู การมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานเช่นนี้ถือเป็นปรากฎการณ์สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อนักวิจัยพยายามผ่าตัดเอาหัวใจหมูมาใส่แทนหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะปฎิเสธหัวใจใหม่ภายในหกเดือน

นักวิทยาศาสตร์ต้องการเอาหัวใจหมูมาเปลี่ยนให้คนมาก การมีหมูจำนวนมาก หมายความว่ามีหัวใจที่จะให้กับคนเป็นจำนวนมาก มันมากกว่าจำนวนของหัวใจของคนที่มาบริจาคมาก ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างอุปสงค์กับอุปทานอีก

สถาบันหัวใจ ปอดและโลหิตแห่งชาติสหรัฐ - ซึ่งทำการทำลองเปลี่ยนหัวใจให้ลิงบาบูน - กล่าวว่า ในสหรัฐ มีคนประมาณ 3000 คนต่อคิวรอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่ในแต่ละปีมีหัวใจให้เปลี่ยนเพียงประมาณ 2000 ดวงเท่านั้น สถาบันกล่าวว่าคนที่รอหัวใจ สามารถใช้อุปกรณ์ทางแมคคานิคอื่นๆได้ แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเสียเลยทีเดียว 

หัวใจหมูเป็นหัวใจที่มีอนาคตสดใสเพราะลักษณะทางกายวิภาคของมันใกล้เคียงกับหัวใจมนุษย์ หมอหลายคนเคยเอาลิ้นหัวใจของหมูและวัวมาใช้กับคนมาแล้ว แต่ดูเหมือนหัวใจหมูจะเป็นสิ่งแปลกปลอมเกินไป จนร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่สามารถรับเอาไว้ง่ายๆ

จากการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่าเมื่อผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหมู เข้าไปแทนหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หัวใจหมูจะกระตุ้นภูมิต้านทาน (ข่าวบางสำนักเรียกสิ่งที่ต่อต้านนี้ว่าไวรัสที่มีมาตั้งแต่กำเนิดในเซลล์ของหมู native viruses in pig cells) ออกมาต่อต้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พวกมันถูกเปลี่ยนเข้าไป การต่อต้านเช่นนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหมูมาใส่แทนหัวใจคน หรือถ้าจะเป็นไปได้ มันก็คงต้องใช้เวลาอีกเป็นปีๆก่อนที่หัวใจหมูจะพร้อมสำหรับคนไข้ที่เป็นคน

เพื่อทำหัวใจที่ลิงบาบูนจะไม่ปฎิเสธ – และในอนาคตคนจะไม่ปฎิเสธ –ทีมงานของสถาบันโลหิต ปอดและหัวใจแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้สร้างหมูของพวกเขาขึ้นมา โดยเติมยีนส์บางตัวของมนษย์ลงไปและตัดยีนส์บางตัวของหมูออกไป นอกจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ยังใช้ยากดภูมิคุ้มกันให้กับลิงบาบูนของพวกเขาด้วย
Piglet/ Photo credit: Pixabay.com

ดูเหมือนสิ่งที่ทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ผลก็คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการตกแต่งยีนส์และการมียากดภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ในบทความย่อที่ทีมงานนำเสนอในการประชุมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีมผู้วิจัยระบุว่าเมื่อทดลองใช้ยาอื่นที่แตกต่างออกไป ลิงของพวกเขาจะตายภายในหนึ่งปี ส่วนลิงที่ได้รับหัวใจที่ไม่ได้ตัดต่อยีนส์จะปฎิเสธหัวใจภายในหนึ่งวัน

เมื่อทีมงานได้แสดงให้เห็นว่าหัวใจหมูสามารถอยู่ในตัวลิงได้อย่างปลอดภัย ขั้นตอนต่อไปก็คือเปลี่ยนหัวใจลิงด้วยหัวใจหมูจริงๆ  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ลิงบาบูนที่เป็นพระเอกในการวิจัยคราวนี้มีหัวใจหมูอยู่ในตัว โดยยังมีหัวใจของมันอยู่ด้วย (คณะวิจัยไม่ได้ผ่าเอาหัวใจลิงออกและหัวใจลิงก็ยังทำหน้าที่ของมัน)

(ย่อมาจากเปเปอร์ที่เสนอในงานประชุมประจำปี 2014 ของสมาคมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกอเมริกัน)

ข่าวข้างต้นเป็นข่าวเมื่อกลางปี 2014 ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ ได้มีข่าวเพิ่มเติมว่า มีนักวิทยาศาสตร์อีกคณะหนึ่งได้พัฒนาการเครื่องมือตกแต่งยีนส์หัวใจหมูให้ตัดยีนส์ไม่ดีของหมูได้มากกว่าเดิม อันจะทำให้เอาอวัยวะของหมูมาใช้ในคนได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น โปรดติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

หมายเหตุ: นี่เป็นการแปลข่าวที่ทำให้เห็นความคืบหน้าทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น 

ทิป: ร้านข้าวหมูแดงอร่อย - ไม่ได้ตั้งตัวเป็นนักชิมหรอกครับ แต่ส่วนตัว ชอบข้าวหมูแดงที่มีน้ำราดสีเข้ม มีรสชาติ ไม่ชอบข้าวหมูแดงที่น้ำราดใสๆ สีส้ม ถ้าชอบเหมือนกันก็มีร้านแนะนำสามร้าน
ร้านแรกอยู่สถานีรถไฟตลาดพูล ถ้านั่งรถไฟ จากวงเวียนใหญ่ก็ไปลงที่สถานีตลาดพลู เป็นร้านเล็กๆ ถ้าขับรถไป ก็ไปจากวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าไปบางยี่เรือ จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวุฒากาศ ขับไปเรื่อยๆ ผ่านวัดกลาง จนถึงร้านสมุนไพรสุภากรณ์ ตรงนั้นจะมีสะพานลอยรถข้าม แถวสะพานลอยนั่นแหละคือสถานีรถไฟ (แต่มันหาที่จอดลำบากมาก)
ร้านที่สองชื่อร้านหมูทำอะไรก็อร่อย อยู่ถนนอรุณอมรินทร์ ใกล้ๆกับนวดแผนโบราณอะไรสักอย่าง ห่างจากทางขึ้นสะพานพระราม ๘ ไม่ไกล
ร้านที่สามเป็นร้านบะหมี่ ชื่อจีนๆ (ไม่เคยจำสักที) ขับรถมาจากสุขุมวิท ๑๐๑/๑ พอมาถึงศรีนครินทร์ ให้ตรงไปทางสวนหลวง ร. ๙  ร้านอยู่ติดกับคลินิกทำฟัน ตรงกันข้ามกับร้านติดตั้งแก็สรถยนต์ เลยร้านป้าโอ่งไปพอประมาณ

ขอขอบคุณภาพจาก: Pixabay.com

อ่านข่าวแปลกได้ที่นี่ทุกวัน